ไปปั่นจักรยานที่ไต้หวันกันเถอะ ตอนที่ 2

การเดินทางไปไต้หวันนั้น พวกเราจำเป็นต้องจองตั๋วเครื่องบินและที่พักให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปยื่นเรื่องเพื่อทำวีซ่า ตอนจองตั๋วเครื่องบินอย่าลืมซื้อน้ำหนักเพิ่มสำหรับจักรยานด้วยนะ หรือถ้าใครคิดว่าจะซื้อของกลับมาด้วยก็ต้องซื้อน้ำหนักสัมภาระเพิ่มต่างหากด้วยนะ

การปั่นจักรยานเที่ยวนอกจากต้องเก็บเสื้อผ้าแล้ว ที่สำคัญควรเป็นเสื้อผ้าที่บางเบา พับแล้วมีขนาดเล็ก เพื่อประหยัดพื้นที่ เพราะเราไม่สามารถใช้กระเป๋าเดินทางทั่วไปได้ ต้องเป็นกระเป๋าข้างสำหรับติดกับจักรยานจะใบเล็ก ใบใหญ่ จะห้อยแค่ด้านหลังอย่างเดียว หรือจะห้อยด้านหน้าด้วยก็ไม่มีใครว่า อยู่ที่กำลังขาตัวเองล้วนๆ

ไปไต้หวันครั้งนี้พวกเราไปขึ้นเครื่องของ V Air กันที่เชียงใหม่ ทำไมต้องไปขึ้นที่เชียงใหม่ ก็เพราะถ้าเราขึ้นเครื่องที่ดอนเมืองจะต้องเสียเงินค่าเครื่องเพิ่มราว 3,000 บาท จึงถือโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่กันสักนิด พวกเราขึ้นรถบัสของสมบัติทัวร์ที่ถนนวิภาวดีฯ ในช่วงค่ำของวันที่ 11 เมษายน 2558 เพื่อให้ไปถึงเช้าของวันถัดไป อยากบอกว่ารถบัสของนครชัยแอร์นั่งสบายกว่าสมบัติทัวร์เยอะ

ภายในรถบัสในการโหลดสัมภาระขึ้นรถบัส เป็นการซ้อมใหญ่สำหรับพวกเราในการต้องแพ็คจักรยานพับลงในกระเป๋า ต้องจัดระเบียบในการพับและการจัดกระเป๋าให้ลงตัวที่สุด จำได้ว่าวันนั้นฝนตกลงมาหนักในช่วงเย็นทำให้ค่อนข้างลำบากพอสมควรในการยกกระเป๋าต่างๆไปที่ชานชลา เพราะมีทั้งกระเป๋าจักรยาน และกระเป๋าใส่สัมภาระ (คนละ 2-3ใบ) พอขึ้นรถได้ก็คุยและนั่งดูหนังที่มีบนรถกันสักพักก่อนที่จะนอนหลับแบบไม่สนิทกันสักคน

ฝันดีครับ

ไปปั่นจักรยานที่ไต้หวันกันเถอะ ตอนที่ 1

ย้อนกลับไปเมื่อราวต้นปี 2558 หลังจากที่ปี 2557 พวกเรา 3 คนได้ไปปั่นจักรยานที่จีนกันมาแล้ว ครั้งนี้จึงคิดกันว่าจะไปที่ไหนกันดี ประกอบกับช่วงนั้นคนไทยหลายคนนิยมไปเที่ยวไต้หวัน เพราะค่าเงินที่ใกล้เคียงกับเมืองไทยมาก อีกทั้งไต้หวันได้ขื่อว่า “เมืองจักรยาน” ทำให้พวกเราอยากไปเห็นกับตาว่า “เมืองจักรยาน” ที่ไต้หวันนั้นเป็นอย่างไร

การไปไต้หวันหากไปแบบปกติ 14 วันนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ แต่สำหรับพวกเราที่ไปเกือบ 1 เดือน จึงต้องเสียเวลาไป 2 รอบ เพื่อทำเอกสารส่วนตัวของแต่ละคนให้มีความเชื่อถือว่าเราจะกลับมาเมืองไทย ไม่ไปหลบซ่อนอยู่ที่ไต้หวัน สำหรับเอกสารที่ใช้ในการยื่นวีซ่ามีดังนี้

เอกสารสำหรับยื่นข้อวีซ่าไต้หวัน (1)โดยเอกสารต่างๆในภาพด้านบนนั้น จำเป็นต้องมีครบทุกอย่างจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เป็นอันขาด เพราะทางสถานฑูตเช็คละเอียดจริงๆ คราวนี้ก็ถึงเอกสารส่วนตัวที่ต้องเตรียม หากใครทำงานบริษัทมีใบรับรองจากที่ทำงานก็ง่ายหน่อย หากใครเป็นฟรีแลนซ์ก็ต้องทำเอกสารยืนยันตัวตนให้ชัดเจน

เอกสารสำหรับยื่นข้อวีซ่าไต้หวัน (2)หลังจากยื่นเอกสารแล้วสัก 1-2 สัปดาห์ก็สามารถไปตรวจสอบเอกสารได้ว่าจะได้วีซ่าหรือไม่ แต่ของพวกเราครั้งแรกไม่ผ่านจึงต้องเสียเวลากลับมาทำเอกสารกันใหม่ แต่ในที่สุดก็ผ่านสามารถไปลุยปั่นจักรยานที่ไต้หวันกันได้สมใจ

เรื่องเอกสารการเดินทางต่างๆก็เรียบร้อยไปล่ะ ไว้ครั้งหน้าเราค่อยมาเดินทางกัน วันนี้ต้องลากันไปก่อน

เพิ่ม ลบ สร้างไฟล์ใหม่ในเซิฟเวอร์ไม่ได้

หลังจากที่กลางปีที่แล้วกู้เว็บนี้กลับมาได้จากการโดนแฮกค์ ก็ตั้งใจว่าจะทำหลายสิ่งกับเว็บนี้แต่ในที่สุดก็ทิ้งร้างไว้เหมือนเดิม จริงๆช่วงปลายปีที่แล้วกลับมาเช็คและตรวจสอบเว็บ แต่ผมว่ามีปัญหาไม่สามารถลบ เพิ่ม หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้ วันนี้มีเวลาและตั้งใจต้องแก้ไขให้ได้ จึงโทรไปคุยกับผู้ให้บริการโฮสติ้ง และแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้น ใช้เวลาสัก 2-3 ชั่วโมง ได้อีเมล์แจ้งกลับว่าให้ทดสอบดู

จึงลองทดสอบ เพิ่ม ลบ สร้างไฟล์ใหม่ ทดสอบอัพเดท plug-in และตัว WordPress พอสามารถกลับมาใช้งานได้ปกติ จึงขอพิมพ์บทความนี้เก็บไว้สักหน่อย จะได้มีอะไรอัพเดทกับเค้าบ้าง

หวังว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก

สวัสดี

12 ข้อควรรู้ในการดูแลรักษาด้วยตนเอง

  1. ลดน้ำหนัก เพราะเมื่อเดินจะมีแรงกดลงที่เข่าประมาณ 5 เท่าของน้ำหนักตัว แต่ถ้าวิ่งจะมีแรงกดที่เข่า เพิ่มขึ้นเป็น 7-10 เท่าของน้ำหนักตัว (การถีบจักรยาน เข่าจะรับแรงกดเพียง 1.5 เท่าของน้ำหนักตัว) ดังนั้นถ้าลดน้ำหนักตัวได้ เข่าก็จะรับแรงกดน้อยลงทำให้เข่าเสื่อมช้าลงและอาการปวดก็จะลดลงด้วย
  2. ท่านั่ง ควรนั่งบนเก้าอี้สูงระดับเข่า ซื้งเมื่อนั่งห้อยขาแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดีไม่ควรนั่งพับเพียบนั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ หรือนั่งราบบนพื้น เพราะจะทำให้ผิวข้อเข่าเสื่อมเร็วมากขึ้น
  3. เวลาเข้าห้องน้ำ ควรนั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก หรือนั่งบนเก้าอี้สามขาที่มี รู ตรงกลาง วางไว้เหนือคอห่าน ควรทำที่จับยึดบริเวณด้านข้างโถนั่ง เพื่อใช้จับพยุงตัวเวลาจะลงนั่งหรือจะลุกขึ้นยืน ไม่ควรนั่งยองฟ เพราะผิวข้อเข่าเสียดสีกันมากและเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงขาถูกกดทับ ทำให้เลือดไปเลี้ยงขาได้ไม่ดี
  4. นอนบนเตียง ซึ่งมีความสูงระดับเข่า เมื่อนั่งห้อยขาที่ของเตียงแล้ว ฝ่าเท้าจะแตะพื้นพอดี ไม่ควรนอนราบบนพื้นเพราะต้องงอเข่าเวลาจะนอนหรือจะลุกขึ้น ทำให้ผิวข้อเสียดสีกันมากขึ้น ข้อก็จะเสื่อมเร็วขึ้น
  5. หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได ขณะขึ้นลงบันไดจะมีแรงกดที่เข่าประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัว
  6. หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งในท่าเดียวนานๆ ถ้าจำเป็นก็ให้ขยับเปลี่ยนท่าหรือเหยียด-งอข้อเข่าบ่อยๆ
  7. การยืน ควรยืนตรง ขากางออกเล็กน้อย ให้น้ำหนักตัวลงบนขาทั้งสองเท่าๆกัน ไม่ควร ยืนเอียงลงน้ำหนักตัวบนขาข้างใดข้างหนึ่ง เพราะจะทำให้เข่าที่รับน้ำหนักมากกว่าเกิดอาการปวดได้
  8. การเดิน ควรเดินบนพื้นราบ ไม่ควรเดินบนพื้นที่ไม่เสมอกัน เช่น บันได ทางลาดเอียงที่ชันมาก หรือทางเดินที่ขรุขระ เพราะทำให้น้ำหนักตัวที่ลงไปที่เข่าเพิ่มมากขึ้น และอาจจะเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย ควรใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ย (สูงไม่เกิน 1 นิ้ว) หรือ ไม่มีส้นรองเท้า พื้นรองเท้านุ่มพอสมควร และมีขนาดกระชับพอดี
  9. ใช้ไม่้เท้า โดยเฉพาะผู้ที่ปวดมากหรือข้อเข่าโก่งผิดรูป เพื่อช่วยรับน้ำหนักและช่วยพยุงตัวเมื่อจะล้ม วิธีถือไม้เท้าในผู้ที่ปวดเข่ามากข้างเดียว ให้ถือในด้านตรงข้ามกับเข่าที่ปวด แต่ถ้าปวดทั้งสองข้างให้ถือในข้างที่ถนัด
  10. บริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าให้แข็งแรง ซึ่งจะช่วยลดอาการปวด ทำให้ข้อเคลื่อนไหวและการทรงตัวดีขึ้น
  11. การออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น ควรออกกำลังกายที่ไม่ต้องลงน้ำหนักมากนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดินเร็วๆ วิ่งเหยาะๆ เป็นต้น ไม่ควร ออกกำลังกายที่ต้องมีการลงน้ำหนักที่เข่าเพิ่มขึ้น เช่น วิ่งเร็วๆ เต้น แอโรบิก ฟุตบอล เทนนิส แบดมินตัน บาสเกตบอล เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าเกิดการฉีกขาดได้ และมีโอการเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้
  12. ถ้ามีอาการปวด ให้พักการใช้ข้อเข่า และประคบด้วยความเย็น ความร้อนหรือใช้ยานวดร่วมด้วยก็ได้

cardiovascular (หลอดเลือดหัวใจ) หรือ cardio หรือ CV

ที่มา : http://www.tuvayanon.net/6cdo520626.html

————————————————————————————————–

ก็คือการออกกำลังกายทุกอย่างที่คุณทำที่โรงยิม ซึ่งไม่ใช่การยกน้ำหนัก ดังนั้นจึงหมายความรวมถึงการเต้นแอโรบิค การวิ่งจ็อกกิ้ง ปั่นจักรยาน และการเล่นเครื่อง cross-trainer

การออกกำลังกายแบบ cardio เกี่ยวข้องกับการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจให้ถึงร้อยละ 50 ของระดับสูงสุด (MHR) เป็นอย่างน้อย

วิธีคำนวณคือ MHR = 220 – อายุ

ตัวอย่างของการออกกำลังกายประเภทนี้ก็อย่างเช่น การเดินจ็อกกิ้ง (วิ่งเยาะๆ ) ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ และกิจกรรมอื่นที่ต้องการเคลี่อนไหวซ้ำๆ เป็นเวลานาน (หลายคนมักวิ่ง หรือปั่นจักรยานนานถึง 45 นาที)

ประโยชน์มีหลายประการคือ

1.ลดความดันเลือด

2.เพิ่มคอเลสเตอรอล  HDL หรือ คอเลสเตอรอลดี (เป็น lipoproteins ความหนาแน่นสูงที่ทำหน้าที่ขับเอา คอเลสเตอรรอล LDL ออกจากเซลล์ในหลอดเลือดแดง และส่งกลับไปยังตับเพื่อกำจัดออกจากร่างาย)

3.ลดคอเลสเตอรอล LDL

4.ลดไขมันในร่างกาย

5.ลดระดับการผลิตอินซูลินที่เกิดจากการกระตุ้นของกลูโคส (ซึ่งช่วยเพิ่มความหนาแน่ของเส้นเลือดฝอยและการไหลเวียนของเลือดไปสู่กล้ามเนื้อที่ใช้งานหนัก)

6.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและปอด

7.ลดความกังวล ความเครียดและอาการซึมเศร้า

Continue reading