หลังจากที่ทุกคนต่างแยกย้ายเพื่อพักผ่อนแล้ว ก็ต้องลุกขึ้นมาล่างหน้า แปรงฟัน ตอนประมาณตีห้า เพราะเราได้นัดหมายกับรถไว้ว่าจะมารับ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นวี่แวว กว่ารถที่นัดไว้จะมาก็หกโมงกว่า อย่าไปว่าเค้าเลย ที่มาช้าก็เพราะป้าสมแกนึงข้าวเหนียวมาให้พวกเรา
หกโมงกว่าแล้วแต่ที่นั่นยังมืดอยู่ อากาศเย็นมาก กว่าจะเห็นแสงอาทิตย์ยามเช้า ก็ประมาณเกือบเจ็ดโมงได้ จุดหมายของเราในที่แรกคือ ยอดเขา เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้น แม้ว่าทุกคนจะยังตื่นไม่เต็มที่ แต่ก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
จุดหมายที่หนึ่ง เจ็ดโมงกว่า ๆ เราก็มาถึงจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น มีคนมากางเต็นท์นอนที่นี่หลายคน มีห้องน้ำพร้อมเลย ดีจริง ๆ พวกเราชื่้นชมแสงอาทิตย์ชามเช้าและถ่ายรูปกันที่นี่สักพัก ก็ออกเดินทางต่อเพื่อไปยังอำเภอปางมะผ้า เป็นอำเภอที่ทุกคนต้องแวะ เพื่อหาของกิน เติมน้ำมัน พักรถ และอื่น ๆ ตามใจปรารถนา จากจุดชมวิวใช้ระยะทาง 20 กิโลเมตร กว่าจะถึงปางมะผ้า
จุดหมายที่สอง เส้นทางจากจุดชมวิวไปปางมะผ้า ต้องวิวผ่านหุบเขาที่มีอากาศหนาวเย็นมาก แถบมีหมอกเป็นละอองด้วย ต้องใส่หมวกหรือปิดหัวดีดี เราเดินทางถึงปางมะผ้าประมาณแปดโมงเช้า เห็นพระกำลังบิณฑบาตรอยู่ ผมรีบวิ่งไปนิมนต์ท่านไว้ก่อน ส่วนคนอื่น ๆ ก็รีบซื้ออาหารเพื่อมาตักบาตรในตอนเช้า หลังจากนั้นพวกเราก็เดินเข้าไปในตลาดเพื่อหาของกินของตัวเองกันบ้าง
จุดหมายที่สาม เราเดินทางกันต่อไปยังจุดชมวิวที่มีป้ายบอกว่า ผู้พิชิตโค้งที่ 1,548 จุดนี้อยู่ห่างจากปางมะผ้าไม่ถึง 1 ชั่วโมง เราพักถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ชมสายหมอกที่ปกคลุมภูเ้ขาต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลินและสบายอารมณ์
จุดหมายที่สี่ เราแวะกันที่ถ้ำปลา เป็นถ้ำใต้น้ำที่มีปลามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก น้ำที่นี่ใสมาก ต้นไม้ก็เยอะ บรรยากาศร่มรื่นดี แต่ตอนที่ไปถึงอากาศเริ่มร้อนแ้ล้ว ที่ถ้ำปลาแห่งนี้ พระราชินีก็ทรงเสด็จมาแล้ว เ่ช่นกัน ที่นี่ผมได้ซื้อโปสการ์ดเพื่อส่งถึงตัวเองเป็นที่ระลึก
จุดหมายที่ห้า ประมาณเที่ยงนิดนิด เราเดินทางมาถึง วัดพระธาตุดอยกองมู พวกเราจึงทำการเวียนทักษิณารอบพระธาตุ พระูธาตุแห่งนี้บรรจุพระธาตุของ พระโมคคัลลา และ พระสารีบุตร ซึ่งเป็นอัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็ฯที่ระลึกอีกเช่นเคย
หลังจากเที่ยวในช่วงเช้าแล้ว พวกเราก็มองหาร้านอาหาร จนมาเจอกับสวนอาหารลาบขม จากการพูดคุยเจ้าของร้านเป็นคนกรุงเทพฯ แถวรามอินทรา มาซื้อร้านนี้ต่อจากคนมีเชื่อสายทางเหนือ ในราคาหนึ่งล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่คุ้มมาก เพราะมีบ้านและร้าน รวมพื้นที่ประมาณ 1 ไร่
จุดหมายที่หก หลังจากินข้าวเที่ยงตอนประมาณบ่ายสองโมง เราก็เดินทางต่อมุ่งสู่หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว กว่าจะมาถึงก็บ่ายสามเห็นจะได้ อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็น มีฝรั่งและคนไทยมาก่อนหน้าเราแล้วพอควร มีการขายของและสินค้าพื้นบ้านอยู่ทั่วบริเวณหมู่บ้าน ประชากรที่นี่นับถือศาสนาคริสต์ เดินไปทั่ว ๆ จะพบโรงเรียนขนาดเล็ก มีการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษของเด็ก ๆ ติดไว้ ไม่บอกว่าอย่างอายเลย เขียนได้ดีกว่าผมตั้งเยอะ
จุดหมายที่เจ็ด เราออกจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวในเวลาประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง คืนนี้เราจะนอนพักกันที่ ปางอุ๋ง หรือ ชาวบ้านแถวนั้นเรียกกันว่า ปางหมู เส้นทางสูงชันมาก ขึ้นขึ้นลงลง ตลอดทาง แต่ที่น่าตกใจคือ ชาวบ้านแถวนั้นขี่มอเตอร์ไซต์ขึ้นเขาหน้าตาเฉย พวกเราอยู่ในรถกระบะเสียวกันแถบตาย เรามาถึงทางเข้าปางอุ๋งตอนประมาณสี่โมงครึ่ง มีรถจอดที่โรงเรียนหลายคัน จากการสอบถามจึงรู้ว่าที่ภายในปางอุ๋งเต็มหมดแล้ว จึงต้องวนรถออกมาหาที่พักกันด้านนอก
แต่พวกเราตัดสินใจที่จะเสี่ยงเข้าไป ไหนไหนก็มาแล้วทั้งที่ พวกเราไปถึงปากทางมีทหารยืนอยู่พร้อมรั้วเหล็กกันเอาไว้ บอกว่าที่ข้างในเต็ม แต่ชั่วอึดใจนั้น มีรถแล่นสวนออกมา จึงมีรถคันที่ผมนั่งและรถที่ตามหลังมาอีกคันเข้ามาได้ พวกเราต่างแบกสัมภาระต่าง ๆ เพื่อออกค้นหาสถานที่สำหรับกางเต็นท์
คนในปางอุ๋งเยอะมาก เราเดินผ่านหมู่บ้านรวมไทย หมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งเป็นคนพื้นเมือง น้องคนนึงเดินมาบอกกับเราว่าคิดค่ากางเต็นท์ใต้บ้านของเขา ในราคา 100 บาท พร้อมมีน้ำร้อนให้อาบด้วย แต่หลังจากที่ปรึกษากัน พวกเราอยากได้บรรยากาศมากกว่าจึงไปหาที่กางเต็นท์ในป่าสน บริเวณเนินเขา เวลานอนก็จะมีไหลลงมาบ้าง
คืนนั้นเรากินไข่ต้ม ไก่ยาง ล้างหน้า แปรงฟัน และแยกย้ายกันเข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย
สามารถดูรูปทั้งหมดของการเดินทางครั้งนี้ได้ที่ :



