แม่แหม่มลางานมาอยู่กับแหม่มถึงวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552 แล้วจะกลับไปทำงาน หลังจากที่กลับมาจากโรงพยาบาลแหม่มก็อาการแย่ลง รู้สึกแน่นอึดอัดที่หน้าอก และจะล้วงคอเพื่อให้อ้วก อาการแน่นจะได้น้อยลง แต่ในความเป็นจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น เพราะอาการแน่นดังกล่าวมันเกิดจากน้ำที่มารวมกันที่ช่องท้องและดันปอดทำให้เกิดอาการแน่น ถึงจะเจาะน้ำออกมันก็จะไปดึงน้ำจากไหนมาอีกไม่รู้ รวมทั้งอาจทำให้อาการยิ่งแย่ลง หมอจึงไม่เจาะให้ ผมพยายามบอกแหม่มว่าอย่าล้วงคอเลย มันไม่ดี แหม่มอ้วกจนไม่มีอะไรจะอ้วกก็ยังล้วงคออยู่ดี ก็ได้แต่นั่งมอง บางครั้งทนไม่ไหวก็ต้องเดินออกไปที่อื่น
วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552 หลังจากเลิกงานผมก็กลับบ้านตามปกติ วันนี้ซื้อหมอนสามเหลี่ยมใบเล็ก ๆ มาให้แหม่ม จะได้เอาไว้พาดขา พอกลับมาก็เจอหลวงพ่อ (พ่อของแหม่มบวชเป็นพระตั้งแต่แหม่มยังเด็ก ๆ) หลวงพ่อก็มาเยี่ยมแหม่มเป็นระยะเสมอ ๆ เพราะแหม่มเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของท่าน ตอนนั้นแหม่มก็นอนบนที่นอนไม่ค่อยพูดอะไร แต่ส่งสายตาแทน ประมาณสองทุ่มกว่าหลวงพ่อ แม่ และน้องแหม่มก็กลับ หลังจากทุกคนไปแล้วแหม่มก็พยายามลุกขึ้นนั่งแต่ไม่สามารถทำได้ ผมก็
อดแปลกใจไม่น้อย เพราะตอนเช้ายังเป็นปกติ ก่อนแม่ไปก็บอกว่าวันนี้ทำอะไรกันบ้าง จึงคิดได้ว่าแหม่มคงฝืนตัวเองเพื่อไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงอีกแล้ว พอลุกขึ้นนั่งได้สักพักแหม่มก็อยากไปห้องน้ำ ผมต้องประคองแหม่มไปตอนนี้แหม่มไม่มีแรงแม้จะเดินแล้วจริง ๆ เวลาเดินจะทิ้งเท้าลงมาดัง “แปะ แปะ” หลังจากเข้าห้องน้ำครั้งนั้น ถ้าแหม่มจะไปอีกก็จะให้แหม่มนั่งรถเข็นแล้วเข็นไปแทนจะได้ไม่เหนื่อย
วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2552 ตื่นมาแหม่มยังอาการไม่ดีขึ้นผมจึงต้องลางาน วันนี้ตอนเช้าแหม่มยังอาการเหมือนเมื่อวาน ยังพอที่จะคุยและดูดน้ำได้ แต่พอตอนบ่ายแหม่มก็เริ่มไม่สามารถที่จะดูดน้ำเองได้ ผมเลยต้องค่อย ๆ ใช้หลอดหยดน้ำให้แหม่ม แหม่มเริ่มมีอาการเพ้อ ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ผมถามแหม่มว่าอยากไปโรงพยาบาลมั้ย แหม่มบอกว่า “ไม่อยากไป” แหม่มจะบอกเสมอว่ากลัวไปโรงพยาบาลแล้วจะไม่ได้กลับบ้าน ช่วงนั้นจึงคิดว่าต้องซื้อขวดนม และผ้าออกผู้ใหญ่มาให้แหม่มจะได้สะดวกไม่ต้องลุก รู้สึกว่าตอนเย็น ๆ พี่ชายและพี่สะใภ้แหม่มมาเยี่ยม และทนเห็นแหม่มในสภาพนี้ไม่ได้จึงคิดกันว่าจะไปหาเตียงผู้ป่วยที่สามารถปรับเอนได้มาให้แหม่มจะได้สะดวก
วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2552 โทรไปบอกพี่ชายให้ช่วยซื้อขวดนมและผ้าออมมาให้หน่อย ช่วงสาย ๆ เปลว น้องที่เรียน ปวส. กับแหม่ม มาเยี่ยมแหม่มนั่งคุยและดูอาการแหม่มแต่ก็คุยไม่ได้ เพราะแหม่มไม่ค่อยตอบสนองกับคนภายนอกเท่าไหร่ จะนอนพลิกไปมาและเพ้อเป็นระยะ ตอนค่ำ ๆ พี่สะใภ้แหม่มบอกว่าหาเตียงให้ได้แล้วกำลังจะเอามาให้ ช่วงนั้นมีฟ้าร้องฝนใกล้จะตก ตอนที่มาฝนก็ตกค่อนข้างหนัก เราต้องเอาเตียงเข้าบ้านทั้งที่ฝนตกอยู่ แม่แหม่มก็มาด้วย ตอนที่แหม่มเห็นแม่ แหม่มถามแม่ว่า
แหม่ม “ไหนบอกว่าจะมาวันอาทิตย์ นี่วันเสาร์เอง”
แม่แหม่ม “วันนี้ทิดจะมาพอดีแม่เลยมาด้วย มาไม่ได้เหรอ”
แหม่ม “มาได้”
แหม่มดีใจที่แม่มา วันนั้นจึงให้แหม่มนอนบนเตียง ตอนนั้นกี่โมงจำไม่ได้แหม่มบอกว่ารำคาญอยากจะเอาผ้าออมออกแต่ก็บอกกับแหม่มว่าถ้าจะฉี่ให้ฉี่ได้เลยไม่เป็นไร จนในที่สุดผมก็เอาออกให้แหม่ม เท่านั้นแหละแหม่มฉี่ออกมาเต็มที่ คงด้วยความที่ไม่ิชินกับผ้าออม ช่วงนั้นผมรู้สึกเซ็งมาก จึงปล่อยให้แม่จัดการแหม่มไป ผมนั่งเล่นเน็ทอยู่ที่ปลายเตียงส่วนแม่แหม่มนอนข้างเตียง ประมาณตีสองกว่าผมก็กำลังจะหลับได้ยินเสียงแหม่มพยายามแกะผ้าออมที่ใส่ให้ใหม่ แต่ก็ไม่อยากสนใจอะไรแล้วถ้าจะแกะก็ตามใจ จนสักพักใหญ่เริ่มมีเสียงแหม่มโวยวาย เราก็ดูอาการแหม่มสักพักคิด จึงถามแหม่มว่าอยากไปโรงพยาบาลมั้ย แหม่มบอกว่าไป (จริง ๆ ตอนนั้นแหม่มก็ไม่ค่อยมีแรงพูดเท่าไหร่ เวลาที่จะพูดจะใช้แรงเยอะพอควร) ผมจึงเอารถออก ตอนที่พาแหม่มขึ้นรถค่อนข้างลำบากเหมือนกัน ผมรีบขับรถไปโรงพยาบาลทันที
ตอนไปถึงโรงพยาบาลก็ประมาณตีสามกว่า หมอเวรที่อยู่ห้องฉุกเฉินยังเป็นหมอหนุ่ม ๆ คงยังไม่มีประสบการณ์ พอแหม่มไม่สามารถโต้ตอบกับหมอได้ หมอก็ไม่รู้จะทำงัยเหมือนกัน จึงทำการแอดมิทและให้เกลือกับแหม่ม ประมาณตีสี่ผมจึงส่ง sms หาเพื่อน ๆ และหัวหน้าแหม่ม เอ้โทรกลับมาถามว่าเป็นงัยมั้ง และบอกว่าตอนเช้าจะมาเยี่ยม ประมาณตีห้าหมออีกคนก็มาดูอาการพร้อมสั่งยาบางตัวให้ ช่วงนั้นพยาบาลก็เดินเข้าออกเลยนอนไม่ค่อยหลับ จนตอนเช้าพ่อผมก็มาส่งแม่แหม่มประมาณ 10 โมงหมอเทพกิตติ์ก็มาหมอก็ตรวจเช็คอาการต่าง ๆ แล้วก็ให้มาคุยนอกห้อง
หมอเทพกิตติ์ “ตอนนี้อาการคนไข้อยู่ในช่วงสุดท้ายแล้ว”
ผม “แล้วจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”
หมอเทพกิตติ์ “หมอก็ตอบไม่ได้ว่าจะอยู่ได้อีกกี่วันกี่ชั่วโมง”
ตอนนั้นหมอก็เหมือนกับบอกว่า ถ้าแหม่มจะไปก็ให้ไปเลย จะไม่ยื้อเอาไว้ ซึ่งผมและแม่ก็เห็นด้วยถ้าไปดึงแหม่มไว้ก็จะยิ่งทำให้แหม่มทรมานต่อไปอีก สักพักพยาบาลก็
เอาใบมาให้เซ็นว่าจะไม่ช่วยชีวิตแหม่ม เอ้กับตุ้ย ก็มาถึงแล้ว พอมาถึงก็เข้าไปจับมือแหม่มไว้ ทุกคนต่างน้ำตาไหลเมื่อรู้ว่าแหม่มใกล้จะหมดเวลาแล้ว ผมจึงโทรบอกหลาย ๆ คนว่าตอนนี้แหม่มอยู่ในช่วงสุดท้ายแล้ว ถ้าจะมาก็มากัน ผมโทรไปบอกหมี (ลีลา) เพราะว่าหมีอยากมาเยี่ยมแหม่มนานแล้วแต่ไม่สะดวก จึงบอกว่าตอนนี้แหม่มอยู่ในช่วงสุดท้ายนะ ถ้าจะมาก็มาได้ ทีแรกหมีบอกว่ามีธุระ แต่ในที่สุดหมีก็มาพร้อมน้องสาว ติ และหน่อง
ประมาณ 11 โมงหมอก็ฉีดยาเข็มแรกให้แหม่มจึงสงบลง ก่อนหน้านั้นพยาบาลต้องจับแหม่มมัดมือไว้ เพราะว่าแหม่มพยายามที่จะแกะสายน้ำเกลือและสายอ๊อกซิเย่นตลอด (จริง ๆ สายอ๊อกซิเย่นพยาบาลพยายามใส่ให้ตั้งแต่แอดมิทแล้วแต่แหม่มก็แกะออก) ตอนเที่ยง ๆ บ่าย ๆ แหม่มต้องย้ายขึ้นไปอีกชั้นเพราะชั้นนี้สำหรับผู้ป่วยสูตินรีเวช ผมตกลงให้แหม่มอยู่ห้องพิเศษสองเตียง (แต่ราคาขึ้นแบบตกใจ ก่อนหน้านั้นเราต้องจ่ายเพิ่มเอง 700 แต่มาคราวนี้จ่ายเพิ่ม 1,500 ซึ่งขึ้นมากกว่า 100%) แต่ก็ไม่เป็นไร คราวนี้อยากให้แหม่มพักอย่างสบายที่สุด เวลาคนมาเยี่ยมจะได้ไม่รบกวนใครด้วย ช่วงบ่ายก็มีคนมาเยี่ยมแหม่มกันเรื่อย ๆ พอมาเห็นแล้วก็ต่างร้องไห้กัน
ตั้งแต่แหม่มเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้แหม่มจะกระสับกระส่ายตลอด รำคาญสายต่าง ๆ ไปหมด อ่อ ดีที่แหม่มไม่พยายามดึงสายปัสสาวะ หมอบอกว่าที่เป็นเพ้อและเป็นแบบนี้เนื่องจากมีของเสียอยู่ในสมองแล้วไม่ได้ระบายออก
วันนั้นผมกับแม่แหม่มก็ตกลงกันว่าคืนนี้จะให้แม่เฝ้าแหม่มก่อนแล้วคืนพรุ่งนี้ผมจะนอนเฝ้าเอง แล้วผมก็กลับบ้านประมาณตีหนึ่งแม่แหม่มก็โทรเข้าบ้านบอกว่าแหม่มดูอาการไม่ดี พอผมดูทีมือถือแม่โทรมาหลายสาย แต่คงเพราะความเพลียทำให้ไม่ได้ยินเสียง พอไปถึงก็ไม่เห็นว่าแหม่มจะมีอาการผิดปกติอะไร ผมกับแม่จึงต้องอยู่เป็นเพื่อนแม่แหม่มถึงเช้า
—————————————
บทความก่อนหน้านี้
แหม่ม…ในความทรงจำตลอดไป ตอนที่1
แหม่ม…ในความทรงจำตลอดไป ตอนที่2
แหม่ม…ในความทรงจำตลอดไป ตอนที่3
แหม่ม…ในความทรงจำตลอดไป ตอนที่4
แหม่ม…ในความทรงจำตลอดไป ตอนที่5
แหม่ม…ในความทรงจำตลอดไป ตอนที่6




สิงหาคม 29th, 2009 on 9:48 am
เส้าอะ