ตั้งแต่แหม่มจากผมไปเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2552 (หากย้อนไปในปี 2542 วันนี้เป็นวันที่ผมบวช) หลาย ๆ อย่างเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ในช่วงแรกคิดถึง และเศร้าใจมาก แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาพอควรแล้ว แต่ก็ยังคิดถึงแหม่มทุกวัน ผมยังจำคำพูดแหม่มได้ว่า “ถ้าแหม่มไม่อยู่จะหาใครมาแทนได้…มีชิ้นเดียวในโลก” พร้อมกับเสียงหัวเราแบบเจ้าเลห์ ตอนนี้ผมคงตอบคำถามนี้ได้แล้วว่า “คงไม่มีใครมาแทนแหม่มได้” ไม่มีคนตัดเล็บ ไม่มีคนแคะหู ไม่มีคนพอกหน้าให้ ไม่มีคนที่มาเรียกเราเข้านอนเร็ว ๆ ตื่นมาก็ไม่มีคนนอนข้าง ๆ เราแล้ว

พอคิดถึงแหม่มขึ้นมาทีไรน้ำตามันก็ไหล ยิ่งคิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาด้วยแล้ว ยิ่งน้ำตาซึม ตอนนี้ผมมีกล้องตัวใหม่แล้ว และกำลังคิดว่าจะย้อนรอยสิ่งที่เคยทำร่วมกับแหม่มอีกครั้ง คือการไปถ่ายรูปวัดพระแก้ว วัดอรุณฯ และวัดอื่น ๆ ในแถบนั้น ตอนนั้นเราไปกันสามคน คือผม แหม่ม และสุ (เพื่อนแหม่ม) เป็นอะไรที่สนุกและเหนื่อยเหมือนกัน ต้องข้ามเรือและเดินไปมา แต่ครั้งนี้ผมอาจต้องไปคนเดียว ถ้าไม่มีเพื่อนร่วมทริปไปด้วย

วันที่ 10 ตุลาคม 2552 นี้เราจะทำบุญครบ 100 วันให้แหม่ม ก็ขอให้บุญกุศลทั้งหลายจงส่งให้แหม่ม หากแหม่มมีความสุขก็ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป หากแหม่มมีความทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์เหล่านั้น

คิดถึงนะ…