Photography

กล้อง นะครับ ไม่ใช่เครื่องถ่ายเอกสาร

ที่มา : http://aero007.multiply.com/journal/item/8/8

———————————————————————

“รูปนี้ผมก็มี” – “รูปนี้ผมถ่ายนานแล้วสวยกว่ารูปคุณอีก” – “รูปนี้เขามีเยอะแยะเลย” ผมเชื่อว่าเพื่อนนักถ่ายภาพหลายคน คงจะเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้ เมื่อนำเอารูปถ่ายที่เราภูมิใจและคิดว่าสวยไปอวดให้กับเพื่อน ๆ ซึ่งในบางครั้งคำพูดเหล่านี้ ก็จะบั่นทอนกำลังใจของนักถ่ายภาพเป็นอย่างมาก แต่ถ้าเรามองในมุมกลับและเปิดใจให้กว้างแล้ว ก็จะพบว่าที่มาของคำพูดเหล่านี้ มาจากการที่นักถ่ายภาพนิยมเอากล้องที่เราซื้อมาแพงแสนแพงนั้น ไปทำหน้าที่เป็นเครื่องถ่ายเอกสาร กล่าวคือ การถ่ายภาพในลักษณะที่ลอกมุมจากรูปที่พบเห็นบ่อย ๆ หรือการจัดฉากถ่ายภาพลอกเลียนแบบรูปที่ประสบความสำเร็จในการประกวด หรือแม้กระทั่งการถ่ายภาพที่ปราศจากแนวความคิดทางศิลปะ หรือการถ่ายภาพในลักษณะที่เห็นอะไรสวยแล้วต้องยกกล้องขึ้นถ่ายภาพอย่างรวด เร็ว โดยไม่ได้คำนึงและพินิจพิจารณาถึงองค์ประกอบที่สำคัญของภาพ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ ก็ไม่ต่างไปจากการเอากล้องมาทำหน้าที่เป็นเครื่องถ่ายเอกสาร ซึ่งนอกจากจะไม่ใช่การสร้างสรรค์งานศิลปะแล้ว ผู้ถ่ายภาพก็ไม่ควรจะภูมิใจกับรางวัลการประกวดภาพ หากรูปที่ได้มานั้น มาจากวิธีการดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น เมื่อเราเปิดใจให้กว้างยิ่งขึ้น ก็จะพบว่าคำพูดเหล่านี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้นักถ่ายภาพสรรหารูปใหม่ ๆ ที่สะท้อนมุมมองความคิดของผู้ถ่ายภาพเข้ามาประดับวงการถ่ายภาพได้เป็นอย่าง ดี

ทีนี้เราจะมาดูกันครับ ว่าคำกล่าวเหล่านี้มีที่มาอย่างไรและแนวทางในการแก้ไขนั้นทำอย่างไร

1.       ผู้ถ่ายภาพขาดความมั่นใจในตัวเอง

David Ward ได้กล่าวไว้ในงานเขียนของ เขาว่า ได้มีลูกศิษย์ของเขา นำรูปที่ถ่ายไว้จากที่ต่าง ๆ มาให้ดู ซึ่งรูปเหล่านั้น มีองค์ประกอบภาพสวย แสงดี แต่กลับไม่น่าสนใจ เพราะเป็นรูปที่พบเห็นได้บ่อย ๆ จนชินตา ซึ่งเมื่อสอบถามลูกศิษย์ถึงเบื้องหลังภาพถ่ายพวกนี้แล้ว ก็พบว่า ลูกศิษย์คนนี้ขาดความมั่นใจในตัวเองที่จะสร้างสรรค์ภาพใหม่ ๆ และกลัวว่าภาพของตัวเองนั้นจะไม่สวยก็เลยลอกมุมภาพจากหนังสือของช่างภาพท่าน อื่น

David Ward ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า การที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้นั้น ผู้ถ่ายภาพจะต้องมีความศรัทธาในตนเองว่าจะสามารถพัฒนาฝีมือและสร้างสรรค์รูป ใหม่ ๆ ออกมาได้ ซึ่งความศรัทธาในตนเองนี้ จะช่วยให้ผู้ถ่ายภาพกล้าที่จะออกไปค้นหาสถานที่ใหม่ ๆ รวมถึงการสร้างสรรค์ภาพที่สะท้อนมุมมอง และถ่ายทอดความรู้สึกของผู้ถ่ายภาพไปสู่ผู้ชมภาพได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความศรัทธาอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถช่วยให้ภาพสวยได้ ผู้ถ่ายภาพจะต้องมีความรู้ความเข้าใจทางด้านวิชาการของศิลปะการถ่ายภาพอย่าง ลึกซึ้งประกอบไปด้วยจึงจะช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์ภาพใหม่ๆ ได้

2.       ทัศนคติที่นิยมการลอกเลียนแบบรูปที่ประสบ ความสำเร็จในการประกวด

สำหรับเพื่อนๆที่อยู่ในสมาคมถ่ายภาพบางที่คง จะเคยเห็นการจัดฉากถ่ายภาพที่ลอกเลียนแบบแนวคิดมาจากภาพที่ได้รับรางวัลจาก การประกวดเป็นประจำหรือแม้กระทั่งในการถ่ายภาพธรรมชาติก็ตาม ผมก็มักจะพบเห็นนักถ่ายภาพบางท่านนิยมลอกมุมของรูปที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว ซึ่งเมื่อถามถึงเหตุผลในการถ่ายภาพแบบนี้แล้วก็มักจะได้รับคำตอบว่า “พี่ครับ ผมเห็นรูปนี้ เขาถ่ายสวยดี ก็อยากมีบ้าง”

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคุณค่าทางศิลปะของภาพ ถ่ายที่ได้จากวิธีเหล่านี้ ติดลบครับ ภาพถ่ายทางศิลปะที่ดี ควรจะเริ่มจากความคิดสร้างสรรค์ของผู้ถ่ายภาพเอง แต่อย่างไรก็ตามถ้าผู้ถ่ายภาพมือใหม่ เริ่มต้นจากการลอกเลียนแบบเพื่อศึกษาแนวคิด วิธีการ แล้วนำไปพัฒนาฝีมือ ก็เป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ไม่ควรส่งภาพเข้าประกวด เพราะถ้าบังเอิญได้รับรางวัลมาแล้ว ผู้ถ่ายภาพคงจะต้องถามตัวเองว่า “เราจะภูมิใจได้หรือไม่ที่ภาพที่เราได้รางวัลมาจากการลอกเลียนแบบ”

3.       การขาดความพินิจพิจารณาถึงวัตถุดิบในการ สร้างภาพ

ในช่วงที่ผมหัดถ่ายภาพใหม่ๆ นั้นจะมีความรู้สึกอยากได้ภาพเยอะๆ จากการออกรอบถ่ายภาพแต่ละครั้งซึ่งความอยากอันนี้ส่งผลให้ผมรีบกดชัตเตอร์ ถ่ายภาพแล้วก็ย้ายมุมไปเรื่อยๆ โดยขาดการพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนการถ่ายภาพ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดรูปที่เป็นขยะในฮาร์ดดิสก์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ นักถ่ายภาพคงจะเคยมีคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมรูปที่เราได้มา ไม่เห็นสวยเหมือนกับสถานที่จริง”

ปัญหารูปขยะหรือรูปไม่สวยเหมือนกับสถานที่ จริงนั้นก็มีมีสาเหตุมาจากการใช้กล้องเป็นเครื่องถ่ายเอกสารเหมือนกัน ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า “งานหรือการกระทำที่ถือว่าเป็นศิลปะนั้น จะต้องมาจากการกระทำทีมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แล้วจึงลงมือทำด้วยความละเอียดอ่อน เอาใจใส่ในทุกขั้นตอนของการกระทำซึ่งหลักการดังกล่าวนี้ก็สามารถนำมาใช้กับ การถ่ายภาพได้เป็นอย่างดี

ผมอยากให้เพื่อนนักถ่ายภาพท่องไว้ทุกครั้งใน การออกรอบถ่ายภาพว่า “คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ” กล่าวคือ รูปที่ดีเพียงหนึ่งภาพมีคุณค่ามากกว่ารูปร้อยภาพแต่ด้อยคุณภาพ” ซึ่งในการที่จะได้รูปที่ดีในแต่ละรูป ผู้ถ่ายภาพควรจะพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนในวัตถุดิบที่จะใช้ในการสร้าง สรรค์งานศิลปะ และถามตัวเองทุกครั้งว่า ทำไมถึงรวมวัตถุดิบต่างๆ เข้ามาอยู่ในภาพถ่าย โดยในเรื่องนี้นั้น David Ward ได้กล่าวไว้ว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการถ่ายภาพก็คือ การเลือกที่จะตัดวัตถุดิบที่ไม่ส่งเสริมให้ภาพถ่ายของเราดีขึ้นออกจากภาพ ถ่าย นอกจากนี้ผมขอฝากคำพูดของ David Ward ที่ว่า “Look Hard Think Long Then Press The Shutter” ไว้ให้เพื่อนๆ ท่องไว้ทุกครั้งก่อนถ่ายภาพครับ

สุด ท้ายนี้ผมหวังว่าบทความชิ้นนี้จะช่วยให้เพื่อนทุกคนใช้กล้องในทางสร้างสรรค์ งานศิลปะมากกว่าที่จะใช้เป็นเครื่องถ่ายเอกสารนะครับ


DPP : แถบเครื่องมือใน Edit image window

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับแถบเครื่องมือที่มีใน Edit image window เครื่องมือที่มีนั้นก็ไม่มากนักส่วนใหญ่ใช้ในการดูภาพเท่านั้น หน้าต่างสำหรับแต่งภาพนี้ค่อนข้างมีความสะดวก เพราะเป็นการเลือกรูปที่ต้องการทั้งหมด แล้วมาตกแต่งในหน้าต่างนี้ทีเดียว

1. Main window เมื่อกดไอคอนนี้จะกลับไปยังหน้ารวมรูปหลัก

2. Thumbnails เมื่อเข้ามาในหน้า Edit image window โปรแกรมจะแสดงอย่างในภาพ เป็นค่าตั้งต้น (default) และเมื่อกดที่ไอคอน Thumbnails จะเป็นการซ่อน Thumbnails ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น

(continue reading…)


DPP : เครื่องมือที่เตรียมไว้ให้ใช้

หลังจากตอนที่แล้วเราทิ้งท้ายกันที่แถบเครื่องมือ วันนี้เราจะมาดูต่อว่าเครื่องมือที่ DPP เตรียมให้เรานั้น แต่ละอย่างมีไว้ทำอะไรบ้าง และเมื่อเลือกใช้จะมีหน้าตาหรือแสดงผลอย่างไร

Tools (แถบเครื่องมือ)

1. Edit image window เครื่องมือตัวนี้จะยังไม่สามารถใช้งานได้  (Unactive) หากยังไม่ีมีการเลือกภาพ และเมื่อเราเลือกภาพไม่ว่าจะภาพเดียวหรือหลายภาพ ไอคอนจึงจะอยู่ในสถานะใ้ช้งานได้ (Active)

(continue reading…)


DPP : ทำความรู้จักกับ Digital Photo Professional

ผู้แต่ง : hutpaza

———————————————————————————–

หลาย ๆ ท่านที่ซื้อกล้อง DSLR ของ Canon อาจไม่เคยคิดสนใจว่าในกล่องจะมีอะไรมาให้บ้าง ขอแค่มีกล้อง สาย แบตเตอรี่ ที่ชาร์จแบตเตอรี่ สายคล้องคอ รวมทั้งเมมโมรี่ที่แถมมา ก็พร้อมจะออกเดินทางถ่ายรูปกันแล้ว พอถ่ายภาพมาสมใจแล้ว ถามว่าจะใช้อะไรแต่งภาพเกือบ 100% จะต้องบอกว่า Adobe Photoshop แต่หลัง ๆ มาก็จะมีที่ต่างออกไป เช่น Photoscape, LR (Adobe Lightroom), Aperture (ใน Mac) และในกลุ่มนี้อีกเช่นกัน

ถ้าถามว่าถ่ายภาพด้วยไฟล์ชนิดใด ก็จะตอบว่า jpeg ด้วยเหตุผลที่ว่าไฟล์มีขนาดเล็ก เมมโมรี่ 4GB สามารถถ่ายได้หลายพันรูป แต่ถ้าถ่ายด้วยไฟล์ Raw หรือ CR2 ของ Canon จะถ่ายได้เกือบ ๆ 200 รูปเท่านั้น (ผมเทียบจาก Canon 500D) ถ้าต้องการถ่ายรูปหลายร้อยอาจต้องมีเมมโมรี่ประมาณ 8GB ซึ้งคนกลุ่มนี้จะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เมมโมรี่เยอะขนาดนั้น

แล้วทำไมเราควรถ่ายภาพด้วย Raw หรือ CR2

ไฟล์ jpeg คือภาพที่กล้องได้ทำการบีบอัดและประมวลผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไฟล์จึงมีขนาดเล็ก แต่เมื่อนำมาปรับแต่งภายหลังอาจมีความยากลำบาก จากเหตุที่ว่าไฟล์โดนบีบอัดมาทำให้รายละเอียดต่าง ๆ สูญเสียไปแล้ว

ไฟล์ Raw หรือ CR2 เป็นไฟล์ที่ไม่มีการบีบอัดข้อมูล เรียกได้ว่าเก็บมาแบบพิกเซลต่อพิกเซลเลย ทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่ แต่สามารถนำมาปรับเปลี่ยน แก้ไขได้หลากหลายกว่า เช่น เปลี่ยน White Balace (WB), เปลี่ยน Picture Style เป็นต้น

(continue reading…)


วิธีอ่าน Date Code ของ Canon Lens Code

ที่มา : http://www.thaidphoto.com/forums/showthread.php?t=14074
ผู้แต่ง : jojosung

————————————————————————————————-

หลังจากที่มีความสนใจในเลนส์ EF 17-40 f4 L อยู่พักใหญ่ ในบอร์ดต่าง ๆ เมื่อมีการโพสต์ขายก็จะบอกว่าเลนส์ รหัส UU / UW ไอ้ผมก็แสนจะฉลาด มันคืออะไรเนี้ย บอกว่าประกันเหลือกี่ปีก็น่าจะจบ จนหาในกูเกิ้ล หาไปหามาก็พบคำตอบจนได้ ถ้าใครอยากรู้ว่ามันคืออะไรก็ลองอ่านนะครับ

————————————————————————————————-

ผมเคย post ครั้งหนึ่งแล้วครับ แต่เห็นมีคนถามเรื่องเลนส์มือสองอีก ก็เลย Post ใหม่อีกหรอบ

Canon Lens รวมไปถึง FD mount นั้นจะมี Date Code ที่เป็น format เดียวกัน

Date Code นี้จะอยู่ตรง mount ของเลนส์ และ เลนส์ L ทุกตัวมีหมด เลนส์ Consumer บางตัวก็มี อาทิ 50mm f/1.8 mkI (เมานท์ เหล็ก) และ Speedlite 550EX ก็มี

จากรูปตัวอย่างข้างล่าง
EF mount
UO1212 – U = Utsonomiya เป็นโรงงานผลิตในญี่ปุ่น เป็นชื่อเมือง
O = 2000
12 คู่แรก = เดือน 12 หรือ ธันวาคม
12 คู่หลัง ไม่มีความหมายสำหรับเรา

FD mount
O1212 – O = 1974
12 คู่แรก = เดือน 12 หรือ ธันวาคม
12 คู่หลัง ไม่มีความหมายสำหรับเรา

สังเกตุนะครับ ว่า FD mount จะไม่มี Factory Code

Letter Association with Year
A = 1960, 1986
B = 1961, 1987
C = 1962, 1988
D = 1963, 1989
E = 1964, 1990
F = 1965, 1991
G = 1966, 1992
H = 1967, 1993
I = 1968, 1994
J = 1969, 1995
K = 1970, 1996
L = 1971, 1997
M = 1972, 1998
N = 1973, 1999
O = 1974, 2000
P = 1975, 2001
Q = 1976, 2002
R = 1977, 2003
S = 1978, 2004
T = 1979, 2005
U = 1980, 2006
V = 1981, 2007
W = 1982, 2008
X = 1983, 2009
Y = 1984, 2010
Z = 1985, 2011

เพิ่มเติมจากการตอบที่น่าสนใจ ทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น

PunkiE : โค้ทเหล่านี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบซื้อเลนส์มือสองครับ ส่วนใหญ่ก็ใช้ดูว่าเลนส์ตัวนั้นๆผลิตในปีไหน เราก็จะได้รู้ว่าเลนส์มีการใช้งานมานานเท่าไรแล้ว

ZeaBiscuit : ถ้ามีเลนส์สองตัว สภาพดีทั้งคู่ แต่ตัวหนึ่งเป็น UO อีกตัวเป็น US คุณจะซื้อตัวไหนครับ สภาพภายนอกมันบอกไม่ได้ทุกอย่างหรอกครับ เลนส์บางตัวเก่ามาก (8-9 ปี) แต่สภาพภายนอกยังกิ๊กอยู่เลย (เจ้าของลืมใช้)


  •  

    กันยายน 2010
    พฤ อา
    « ส.ค.    
     12345
    6789101112
    13141516171819
    20212223242526
    27282930  
  • เรื่องต่าง ๆ ที่มีให้คุณอ่าน

  • Ads by Google

  • Links

    KKOOL DESiGN.com : Web Design & Develop / Creative / Lifestyle

    ชีวิตมันเศร้า...เล่าแล้วขำ

    ลงประกาศฟรี,สินค้ามือสอง,Marketatnation.com

    Destination Guide for Travel Around The World

    มาเก็บภาพประทับใจของเราเพื่อแบ่งให้คนอื่นดูรูปของคุณ

    สอนป้องกันตัว, สอนป้องกันตัวแบบตัวต่อตัว,สอนป้องกันตัวถึงบ้าน เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ นอกสถานที่ บีบีแบตเตอรี่ โทร. 087-908-4528
  • Copyright © 1996-2010 HutPaza. All rights reserved.
    iDream theme by Templates Next | Powered by WordPress