ตอนที่แล้วมีข้ามไปนิดนึง หลังจากที่แหม่มได้ลองไปทำงานวันนึงแล้วไม่สามารถไปได้ 2-3 วันนั้น แหม่มก็จะปวดท้องตอนกลางคืนมากขึ้น จนมีคืนนึงแหม่มปวดมากจนร้องไห้และบอกว่า “อยากจะตาย ไม่อยากอยู่แล้ว มันทรมาน ทำไมต้องมาเป็นอะไรแบบนี้” ซึ้งผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้นอกจากกอดแหม่มไว้และลูบหลังปลอมใจ
เช้าวันที่ 14 หรือ 15 พฤษภาคม ไม่แน่ใจ (หลังจากคืนนั้น) ก็พาแหม่มไปหาหมอ เพราะแหม่มรู้สึกว่าตับมีจุดที่แข็งเพิ่มขึ้น จากการที่อัลตร้าซาวน์ ทำให้รู้ว่าตอนนี้มะเร็งได้ลามออกไปด้านข้าง ไปเกาะตามเส้นเลือดแล้ว สภาพโดยรวมยังถือว่าดี หมอได้บอกว่าต่อไปจะเริ่มมีอาการท้องบวม และแน่นบริเวณหน้าอก ให้พยายามนอนหัวสูง ๆ จะได้หายใจสะดวก แต่วิธีการนี้เป็นการไขเฉพาะหน้าเท่านั้น แล้ววันเสาร์ผมก็ไปเอาเลือดจระเข้ตามทีบอกไปในตอนที่แล้ว
หลังจากที่ข่อยดำและเลือดจระเข้ แหม่มไม่อยากกิน จึงคิดกันว่าจะไปขอยาที่วัดสังฆทาน เพราะตั้งแต่ที่แหม่มได้ลองไปทำงาน ก็แน่นที่หน้าอก ไม่ค่อยอยากจะกินข้าวและอ่อนเพลียลงเรื่อย ๆ รวมทั้งยาแผนปัจจุบันหมอก็ให้แต่วิตามินบี วันเสาร์เราจึงรีบไปยังวัดสังฆทานแต่เช้า ตอนที่ไปถึงประมาณ 8 โมง ยังไม่มีใครเท่าไหร่ ผม แม่ แหม่ม ก็งง ๆ ว่าเราจะไปตรงไหนดี (ใครจะรับยาให้ไปรับที่สถานีวิทยุของทางวัดนะครับ) (ต้องเอาแหม่มใส่รถเข็นเพราะเดินไม่ค่อยไหว) จึงสอบถามคนแถวนั้นว่าจะมารับยารักษา
เจ้าหน้าที่ “เป็นอะไรมาล่ะ”
ผม “เป็นมะเร็งตับครับ”
เจ้าหน้าที่ “ไหนขอดูหน่อย”







